Community of Practice #87

 

DSC_0018

การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัย :  การเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการ
คลิกชมวิดีโอ  ด้านล่าง เทคนิคดี ๆ  ในการเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการ 

https://drive.google.com/file/d/1DWjZ1nTslA9Z88XHBhpEbzlqIpyofGXh/view?fbclid=IwAR2d3Ab4ZduUs7lTW1aDRknAqI4-6T82uBIezQYyrdS0YPQ5oWDfwz6j27Q

MS PKRU การพัฒนาศักยภาพอาจารย์ด้านงานวิจัย
การเผยแพร่ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการ

อาจารย์นิมิต  ซุ้นสั้น อาจารย์สาขาวิชาบริหารธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ
มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

สวัสดีครับ ผมอาจารย์ นิมิต  ซุ้นสั้น ปัจจุบันเป็นอาจารย์สาขาวิชาบริหารธุรกิจ
สาขาเอกวัตนกรรมบริการ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

รูปแบบของการเผยแพร่บทความวิจัย

รูปแบบการตีพิม์เผยแพร่ มีวิธีการเลือกรูปแบบการตีพิมพ์เผยแพร่ได้อย่างไรบ้าง

โดยส่วนตัว ผมจะตีพิมพ์ในลักษณะของเวทีวิชาการเสียส่วนใหญ่ ซึ่งจะตีพิมพ์ในรูปแบบของบทความวิชาการ แหล่งข้อมูลในการตีพิมพ์จะเป็น “ วารสารวิชาการ ” ส่วนรูปแบบอื่นๆ ที่เป็นงานสร้างสรรค์หรือ
การตีพิมพ์ในเวทีกึ่งวิชาการอาจจะมีลักษณะที่ค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับเวทีที่ตีพิมพ์ในเวทีวิชาการที่มาก
กว่า สำหรับการเลือกรูปแบบในการตีพิมพ์ตนเองถนัดในการเขียนเชิงวิชาการเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการเขียน ต้องเขียนให้นักวิชาการด้วยกันอ่าน วิธีการเขียนจะมีความแตกต่างในการเขียนโดยทั่ว ๆ ไป จะต้องใช้ลักษณะของเชิง Academic หรือเชิงวิชาการ ซึ่งอาจจะมีเนื้อหาที่ค่อนข้างแน่น การใช้ไอเดียที่มีลูกเล่นต่างๆเพื่อดึงดูดผู้อ่านจะน้อยงานเขียนโดยทั่วๆ ไป

นี้เป็นวิธีการเลือกรูปแบบของผม ตนเองถนัดแบบนี้จึงเลือกแบบนี้ ส่วนอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่มีรูปแบบถนัดการตีพิมพ์ในรูปแบบในศาสตร์อื่น ๆ จะมีเทคนิคหรือวิธีการที่แตกต่างกัน

เทคนิคการเขียนบทความวิจัยเป็นภาษาอังกฤษ

ผมใช้วิธีการเขียนภาษาไทยก่อน และมาแปลเป็นภาษาอังกฤษ เวลาการแปล แปลในเชิง Academic เช่นเดียวกัน  เราไม่ได้เก่ง ดังนั้นเราจะต้องมีที่ปรึกษาที่ดี ที่ปรึกษาที่ดีไม่ว่าจะเป็นอาจารย์รุ่นน้อง หรือ อาจารย์ทางด้านภาษาอังกฤษก็ตาม เราอย่าถือว่าสิ่งที่ปรึกษาหรือขอความรู้จากเขาเป็นสิ่งที่น่าอาย ดังนั้นไม่คนจะอายุน้อยกว่าเราหรืออาวุโสกว่าเรา ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าในวงการวิชาการมีสิ่งที่น่ารักอย่างหนึ่งคือ
“ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ” การที่เราไปขอความรู้จากเขา เราถือว่าเราได้เรียนรู้และเขาได้ทบทวนความรู้ของเขาด้วย ผมเห็นอาจารย์หลายท่าน ทั้งอาจารย์รุ่นน้อง และอาจารย์ผู้ใหญ่มีความยินดีและเมตตากับเรา รู้ว่าเราไม่ถนัดด้านภาษาอังกฤษ เขาให้คำแนะนำ ช่วยเหลือ และค่อยๆ เรียนรู้กันไปเรื่อยๆ  เราจะต้องไม่หยุดที่จะเรียนรู้ นอกจากเรียนรู้ในสถาบันที่มันมีโอกาสเรียนภาษาอังกฤษแล้ว เราก็ต้องขวนขวายหาความรู้ด้านนอก ด้านนอกมหาวิทยาลัยที่หมายถึงคือ เราต้องพยายามค้นหาเวทีวิชาการภาษาอังกฤษ ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า “ อายได้ อายอด ” สุภาษิตไทยคำนี้ยังใช้ได้ ถ้าเกิดว่าไม่กล้าที่จะเข้าไปหาความรู้ ความรู้นั้นก็จะไม่เข้ามาหาเรา ในเมื่อผมกล้าที่จะเข้าไปในเวทีวิชาการในระดับนานาชาติ ทุกคนสื่อสารเป็นภาษอังกฤษ ดังนั้นเราต้องพยายามผลักดันตนเองขึ้นมา ที่จะสามารถสื่อสารกับเขาได้ จะสามารถร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ที่เรามีกับเขาได้ อันนี้คือแรงจูงใจที่สำคัญ

การนำเสนอในเวทีวิชาการนานาชาติที่ประทับใจที่สุด

สำหรับการนำเสนอในเวทีวิชาการนานาชาติที่ประทับใจที่สุด โดยส่วนตัวแล้ว คือการไปนำเสนอที่ประเทศอังกฤษ ที่ประเทศอังกฤษจะเป็นของสถานบัน Imperial College ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง การที่เราได้ถูกรับคัดเลือกไปนำเสนอผลงานที่นั่นถือว่านเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก แล้วมีความตื่นเต้น ก่อนจะขึ้นเวทีนำเสนอ ผมได้นำเสนอประมาณ 14: 00 น. แต่ต้องไปรายตัวตั้งแต่ 09 : 00 น. การขึ้นเวทีในครั้งนั้น ด้วยความที่ทุกคนเป็น Academic ที่เป็น Academic จริงๆ มันทำให้ผมตื่นเต้นตั้งแต่ที่วินาทีที่เริ่มก้าวไปลงทะเบียน ยังจำภาพนั้นได้เลยที่ไปลงทะเบียนวันนั้นมือไม้สั่น อากาศหนาวมากเลยแต่เหงื่อเยอะมาก ด้วยความที่ตื่นเต้น แล้วก็ตื่นเต้นตลอดเวลา จนไปนั่งในห้องประชุมแล้ว ก็ยังมีความตื่นเต้น รู้สึกว่าวันนั้นนำเสนอไม่แน่นอนเลย เพราะว่านำเสนอไป เสียงจะสั่น เพราะมันไม่มีความนิ่งในตนเอง ก็เลยรวบรวมสมาธิออกไปข้างนอก Leave ตนเองออกไป อยู่ในห้องน้ำสักประมาณ 5 นาที พยายามทำใจให้นิ่ง แล้วบอกตนเองว่า “ มันก็เหมือนทุกครั้งที่เราผ่านมา ” เพียงแต่เราจะต้องผ่านมันไปให้ได้ เมื่อตั้งสติได้แล้ว เรียกความนิ่งของตนเองกลับมาได้แล้ว เราก็เข้าไปห้องประชุมที่เป็นการนำเสนอภาคบ่าย ก็จะนักวิชาการ 2คน ที่นำเสนอก่อนหน้าผม เราก็ได้ฟัง ได้ความรู้ บรรยากาศของนักวิชาการที่นำเสนอก่อนหน้า มันทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เพราะว่านักวิชาการ หรือ Professor ที่มีชื่อเสียงทางด้านที่เรานำเสนอ เรารู้สึกว่า เขามีความเป็นกัลยาณมิตร และมีความเมตตากับเรา เขาถ่ายทอด เขาก็ถาม  งานมีจุดอ่อนตรงไหนนะครับ  เขาก็ค่อยชี้แนะ คุณต้องไปเพิ่มตรงนี้นะ เพิ่มเนื้อหาตรงนี้นะ  มันให้เรารู้สึกว่าตรงตามเป้าหมายที่เรามา เราว่าเรารู้ว่างานของเรายังไม่ดี เรามาหาผู้รู้ เราตั้งใจมาหาผู้รู้ เพื่อให้ผู้รู้ ช่วยชี้แนะ แนะนำให้เรา แล้วเราก็ได้นำไปปรับปรุงผลงานของเราให้ดียิ่งขึ้น

การจัดสรรเวลาระหว่างการเรียน การทำงาน และการทำผลงานวิจัย

สำหรับตัวเอง ตัวเองเป็นคนที่ชอบวางแผน วางแผนแล้วต้องพยายามทำให้ได้ตามแผนที่เรากำหนด หลังจากที่ผมเริ่มเข้ามาในวิชาชีพของนักวิชาการ ความเป็นอาจารย์ ผมเริ่มวางแผน ภายในระยะเวลาเท่าไร เราต้องมีผลงานออกมาเท่าไร ตอนระหว่างเรียนปริญญาโท ขอย้อนกลับไป  ระหว่างเรียนปริญญาโท จะมีอาจารย์ท่านหนึ่ง  อาจารย์ท่านคอยชี้แนะบอกว่า เราเป็นนักวิชาการ เราควรจะมีผลงานวิชการให้สาธารณะ เป็นการตอบแทนสังคม อย่างน้อยปีละ 1 เรื่อง สิ่งนี้มันฝังใจผมมาตลอด ของความเป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์ ผมก็เลยโอเค ถ้าอย่างนั้นในแต่ละปี จะต้องท้าทายตนเอง ด้วยการมีผลงานออกไปยังสาธารณะอย่างน้อยปีละ 1 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม จะเป็นผลงานวิจัยก็ตาม หรือบทความทางวิชาการก็ตาม หลังจากทำได้ปีละ 1 เรื่อง เรารู้สึกว่า เอ้อ! เรายังจัดสรรเวลาได้ เรายังทำอะไรที่ได้มากกว่านั้น ก็เริ่มท้าทายตนเอง ขอเป็นปีละ 2 เรื่องได้ไหม บอกกับตัวเอง ตกลงกับตัวเอง หลังจากนั้นก็มีผลงานปีละ 2 เรื่อง  แล้วถัดมาก็ปีละ 3 เรื่อง จนตอนนี้เฉลี่ยปีละประมาณ 4 – 5 เรื่อง / ปี หลังจากมีผลงาน 4 – 5 เรื่อง / ปี  โดยเฉลี่ยประมาณ 3 ปี ปีที่ 4 ก็เริ่มตั้งเป้ากับตนเองว่า โอเค ภาษาไทยเราเริ่มทำได้แล้ว ต่อไปจะต้องมีผลงานวิชาการทางด้านภาษาอังกฤษอย่างน้อยปีละ 1เรื่อง เพราะว่าผู้อ่าน กลุ่มผู้อ่านจะแตกต่างกัน ถ้าเราเขียนผลงานวิชาการภาษาไทย กลุ่มผู้อ่านก็คือคนไทย แต่อย่างไรก็ตามถ้าเราเขียนผลงานวิชาการทางด้านภาษาอังกฤษ กลุ่มผู้อ่านที่อ่านงานของเราก็จะกว้างมากขึ้น

เทคนิคในการเลือกวารสารในการตีพิมพ์เผยแพร่

เราต้องในลักษณะที่มันกลับหัว ปกติเราคิดแบบ Pop Up แต่นี่เราต้องคิดแบบ Pop Down เราไม่ต้องเริ่มที่จุดเริ่มต้น จากการเขียนบทความวิชาการของเราก่อน แต่เราต้อง” เลือกบ้าน ” ของเราก่อน บ้านในที่นี้คือ เลือกวารสาร ก่อน เราตีพิมพ์ในวารสารไหน ดังนั้นข้อกำหนดของแต่ละวารสารจะมีความแตกต่างกัน ดังนั้นเราจะเขียนงานของเราก่อนแล้วเราไปหาบ้านทีหลัง  มันก็จะปรับอะไรอีกเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามเรารู้ว่า วารสาร “ A ” เขาต้องการบทความที่ไม่เกิน 5,000 คำ เขาต้องการวารสาร “ B ” ไม่เกิน 8,000 คำ  เราก็จะรู้ได้ว่า เราต้องเขียนบทความในลักษณะนี้

ข้อคิดสำหรับนักวิจัยรุ่นใหม่

ฝากนักวิจัยหน้าใหม่ด้วยนะครับว่า “ จงอย่ากลัวที่จะเริ่มก้าว ” เมื่อไหร่คุณไม่กล้าที่จะเริ่มก้าว คุณไม่มีทางประสบความสำเร็จ และอย่าคิดว่าตนเองสมบูรณ์แบบ 100% ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ 100% มันก็จะมีจุดเล็กจุดน้อย เพราะว่าคนเราต่างคนต่างมุมมอง อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับมุมมองของคนๆนั้น หรือผู้ที่ให้คำแนะนำเราได้หรือไม่ ถ้าเราได้รับคำแนะนำ แล้วกลับมาปรับปรุงงานของเราก็จะดีขึ้น แล้วถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มุมมองของนักวิชาการที่ให้ข้อเสนอแนะมันแย้งกับสิ่งเราคิด เราก็ต้องไปหาในสิ่งที่ถูกต้อง ว่าสิ่งไหนควรจะทำ และสิ่งไหนไม่ควรจะทำ จงอย่ากลัว แล้วมาสนุกกับเขียนงานเพื่อให้สังคมได้เห็นผลงาน โดยเฉพาะของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตเอง มีผลงานเยอะแยะมากมาย  ดังนั้นมาร่วมสร้างสรรค์ ร่วมเผยแพร่ผลงานที่ดี ร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่เราค้นพบในวัฒนธรรมอันดามัน วัฒนธรรมของภูเก็ต หรืองานวิจัยที่เป็นระดับพื้นที่ไหนก็ตาม มาร่วมกันทำให้สังคมก้าวเจริญไปข้างหน้า  งานวิจัยจาก วจก. แล้วจากราชภัฏด้วยกัน ขอบคุณมากครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s